ธุรกรรมกับจิตสำนึก

posted on 09 Nov 2011 04:57 by gimjuy-tuikung
 
ณ ธนาคารแห่งหนึ่ง...
 
ผมเดินเข้าไปและจ้องมองไปที่หน้าเคาน์เตอร์ที่ใช้ประกอบการทำธุรกรรมทางการเงิน
 
...ตัวเลขเหนือเคาน์เตอร์ปรากฎเลขสีแดง 180
 
 
 
ผมเดินไปที่เครื่องกดบัตรคิวอัตโนมัติ แล้วเพิ่มแรงดันจากนิ้วลงที่ปุ่มกดบนสุด บังคับให้กระดาษใบเล็กๆ ออกมาจากเครื่องนั้น
 
...บนกระดาษมีตัวเลข 199
 
 
 
ผมเดินมาเขียนสิ่งที่ปรารถนาในใจลงบนกระดาษรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกใบบนโต๊ะ แล้วมายืนอยู่ด้านหลังของเก้าอี้แถวยาวที่หันหน้าเข้าเคาน์เตอร์ที่ใช้ประกอบการทำธุรกรรมทางการเงิน
 
ผมเห็นผู้หญิงคู่หนึ่งยืนคุยข้างๆ เก้าอี้แถวยาว...
 
หนึ่งในผู้หญิงคู่นั้นดูกระวนกระวายและมองนาฬิกาข้อมือบ่อยพอๆ กับหันหน้าไปพูดกับเพื่อนของเธอ
 
 
 
...บนเก้าอี้แถวยาวมีผู้ชายใส่เสื้อกั๊กสีเขียวสะท้อนแสง ด้านหลังมีชื่อเขตหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพฯ ประทับอยู่
 
ข้างๆ เขาคือเด็กผู้ชายวัยกำลังซน...
 
ถัดจากเด็กผู้ชายไปคือความว่างเปล่าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ถูกไล่ที่ไปโดยผู้หญิงผมสีเทาคนหนึ่ง
 
 
 
ในขณะที่ตัวเลขสีแดงบนเคาน์เตอร์ปรากฎเลข 183...
 
ผู้หญิงคู่ที่ยืนคุยกันอยู่ คนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของความกระวนกระวายและนาฬิกาบนข้อมือนั้น ก็เดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ที่ใช้ประกอบการทำธุรกรรมทางการเงิน
 
ในมือของเธอมีสมุดบัญชีหนึ่งเล่ม...
 
แต่เพียงเสี้ยววินาที สมุดบัญชีในมือเธอกลับมีอีกเล่มปรากฎขึ้นมา
 
อีกเล่มที่มาจากเพื่อนของเธอ ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของความกระวนกระวายและนาฬิกาข้อมือเรือนนั้น
 
 
 
...มันคงไม่ผิดใช่ไหมครับที่เราจะทำธุรกรรมทางการเงินมากกว่าหนึ่งครั้งขึ้นไปในคราวเดียว?
 
 
 
ผมนึกถึงเวลาที่มีใครสักคนกำลังใช้บริการตู้กดเงินอัตโนมัติ (ATM) แล้วต้องใช้บัตรกดเงินหลายใบ
 
เสียบเข้า...เสียบออก...เสียบเข้า...เสียบออก...
 
ในขณะเดียวกันก็มีคนต่อหลังเขาไปยาวเหยียด...
 
 
 
กินเวลาอยู่เกือบ 5 นาที ตัวเลขสีแดงเหนือเคาน์เตอร์ก็ปรากฎเลข 184
 
ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของความกระวนกระวายเดินมาที่เก้าอี้แถวยาว แล้วประชันหน้ากับผู้ชายที่ใส่เสื้อกั๊กสีเขียวสะท้อนแสงที่มีเด็กผู้ชายนั่งอยู่ข้างๆ
 
เธอคงได้รับในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว เพราะความกระวนกระวายที่เธอเคยเป็นเจ้าของนั้น มันได้หายไป
 
เธอยื่นกระดาษใบเล็กๆ ที่เธอเคยเป็นเจ้าของให้แก่ผู้ชายคนนั้น...
 
ผู้ชายคนนั้นรับมา แล้วก้มลงดูตัวเลขในกระดาษใบเล็กๆ นั้น...
 
เขายิ้มอย่างพอใจให้กับผู้หญิงที่ให้เลขนี้กับเขา และยิ้มให้กับเลข 185
 
 
 
เมื่อผู้หญิงที่เคยเป็นเจ้าของความกระวนกระวายนั้นจากไป
 
ผู้หญิงที่มีผมสีเทาที่นั่งอีกด้านหนึ่งของเด็กผู้ชายก็ส่งเสียงของเธอข้ามหัวเด็กผู้ชายไปหาผู้ชายที่ใส่เสื้อกั๊กสีเขียวสะท้อนแสง
 
ไม่นาน...ผู้ชายคนนั้นก็ยื่นกระดาษใบเล็กๆ ที่เขาเคยเป็นเจ้าของให้แก่ผู้หญิงผมสีเทา
 
เธอรับมันมา แล้วจับมันทับบนกระดาษใบเล็กๆ ที่เธอจะไม่ต้องเป็นเจ้าของมันอีกแล้ว
 
เธอทำให้ตัวเลข 208 ถูกเปลี่ยนเป็นตัวเลข 192
 
 
 
ผมยืนดูเหตุการณ์ที่ผ่านไป และเหมือนกับว่าผมจะเป็นคนเดียวที่เห็นมันตั้งแต่ต้นจน (เกือบ) จบ
 
มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่าผมกำลังยืนเข้าแถว แล้วเกิดมีการลัดคิวโดยที่มีผมที่เห็นคนเดียว
 
แล้วคนอื่นที่ถูกลัดคิวล่ะ ทำอะไรกันอยู่?
 
 
 
อาจเพราะผมคงเป็นคนไทยตามแบบเนื้อเพลงที่ว่า "ไทยนี้รักสงบ" ก็ได้ ที่ทำให้ผมยังคงยืนดูเฉยๆ และปล่อยให้มันเป็นไปตามระบบของมัน (และอาจมีคนอื่นที่รู้ว่าถูกลัดคิวกำลังรักสงบอยู่ก็ได้)
 
กินเวลาอยู่อีกเกือบครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ตัวเลขสีแดงบนเคาน์เตอร์จาก 184 ไป 185 จนถึง 192
 
แล้วมันก็ทำให้ผมรู้สึกสนใจในบทสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง...
 
 
 
ผู้หญิงผมสีเทาเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ เมื่อตัวเลขสีแดงบนเคาน์เตอร์ปรากฎตัวเลข 192
 
เธอคุยกับผู้ชายหลังเคาน์เตอร์อยู่สักพัก ก่อนจะยื่นธนบัตรใบสีม่วงให้เขา
 
แต่ผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ยังไม่รับธนบัตรใบนั้นจากมือของผู้หญิงผมสีเทา
 
เพราะเขากำลังจะทวนประโยคสำคัญให้ผู้หญิงคนนั้นฟังอีกรอบหนึ่ง...
 
 
 
"แน่ใจนะครับว่าจะให้โอนเข้าบัญชี ร่วมแรงร่วมใจกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย?"
 
ผู้หญิงผมสีเทามีสีหน้าลังเลใจในประโยคที่ได้ยิน
 
และเมื่อผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ทวนประโยคอีกครั้ง เธอก็ยังไม่คลายความลังเลใจอยู่ดี
 
เธอจึงเดินจากตรงนั้นไปพร้อมกับธนบัตรในมือ...
 
 
 
ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าผมจะเข้าใจในเหตุการณ์นี้ทั้งหมด...
 
และคิดเอาเองว่า ผมเข้าใจในเจตนาที่เธอมาทำธุรกรรมในครั้งนี้...
 
แต่ที่เธอลังเลใจ อาจเพราะเธอยังไม่แน่ใจที่จะฝากธนบัตรใบนั้นได้ถูกที่ (ถูกคน) หรือเปล่า
 
หรือที่ผมคิดมา...มันจะไม่ใช่ทั้งหมด?
 
 
 
แต่ที่สุดแล้ว...ประเด็นของผม มันอยู่ตรงที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น กับ ตอนจบของเรื่องนี้
 
...จิตสำนึกของคุณจะว่ายังไงล่ะ?